วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ดอกอัญชัน

ดอกอัญชัน


ชื่อวิทยาศาสตร์     ฺClitoria ternatea Linn.
ตระกูล                PAPILIONACEAE
ชื่อสามัญ             Butterfly Pea.

อัญชันเป็นพันธุ์ไม้เลื้อยล้มลุกขนาดเล็ก มีเถาขนาดเล็กและอ่อน แต่ก็สามารถเลื้อยไปได้ไกลถึง 20 ฟุต ลักษณะเถาจะค่อนข้างกลม สีเขียวแต่หากเถาแก็จะเป็นสีน้ำตาล ตามลำต้นจะมีขนนุ่ม ๆ ปกคลุมโดยทั่วไป
ส่วนที่ใช้ ประโยชน์
ดอก
รักษาอาการผมร่วง แก้ฟกช้ำบวม
น้ำคั้นจากดอก
ใช้ทาทำให้ผม หนวด เครา และคิ้วดก
คนโบราณใช้ทาคิ้วเด็ก ทำให้คิ้วเด็กดกดำ
ใช้ในอุตสาหกรรม
ผลิตแชมพูสระผมและครีมนวด
สีจากกลีบดอกสดมีสีน้ำเงินด้วยสารแอนโทไซอานินใช้เป็นสารบ่งชี้ (indicator) แทนลิตมัส (lithmus) เมื่อเติมน้ำมะนาว (กรด) ลงไปเล็กน้อยจะกลายเป็นสีม่วง
ใช้แต่งสีขนมใช้ผสมอาหารให้สีม่วง
เช่น ข้าวดอกอัญชัน ขนมดอกอัญชัน ขนมเรไร ขนมน้ำดอกไม้ ขนมขี้หนู
ขนมดอกอัญชัน
เมล็ด
เป็นยาระบาย
ใบและราก
อัญชันชนิดขาวใช้เป็นยาขับปัสสาวะและยาระบาย
ชนิดม่วงแก้ตาฟางและตาแฉะ

มะขวิด

มะขวิด


          ลักษณะ  :  เป็นไม้ต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบแต่ผลิใบไว สูง 15 - 25 ม.เปลือกนอกสีเทา เปลือกในสีขาว เรือนยอดเป็นพุ่มกลม รูปทรงต้นสวยงาม ใบ เป็นช่อแบบข้อต่อเรียงสลับหรือติดเป็นกระจุกบริเวณปุ่มตามกิ่ง ช่อใบ ยาว 8 - 15 ซม. แต่ละช่อ มี 1 - 4 ปล้อง เนื้อใบค่อนข้างหนา เกลี้ยงหลังใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนท้องใบสีจางกว่า ถ้าเอาใบส่องผ่านแสงจะเห็นต่อมน้ำมันทั่วไป รูปรี ๆ ใส ๆ มากมาย ขอบใบเรียบก้านใบย่อยสั้นมาก ส่วนก้านช่อใบ ยาว 3 - 4 ซม. ดอก เล็กสีขาวอมแดงคล้ำ ๆ ออกรวมกันเป็นช่อสั้น ๆในแต่ละช่อมีทั้งดอกเพศผู้และดอกรวมเพศ ผล แบบผลแห้ง เมล็ดจำนวนมาก รูปผลกลมโต เปลือกนอก แข็งเป็นกะลา สีเทาอมขาว ขนาดผลเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 - 10 ซม. เนื้อในอ่อนนิ่ม เมื่อสุกเนื้อเยื่อในสีดำและรับประทานได้ มีกลิ่นหอม รสหวานอมเปรี้ยว มียางเหนียวใช้เป็นกาวได้ เมล็ดเคี้ยวกินกรุบ ๆ อร่อยดี
          ส่วนที่นำมาใช้ :   ราก เปลืก ใบ ผล และยาง
          ชื่อวิทยาศาสตร์  :  Feronia limonia (L.) Swing.
          ชื่อวงศ์  :  RUTACEAE
          ชื่อท้องถิ่น  :  มะฝิด (ภาคเหนือ)
          สรรพคุณ  :  ราก แก้ลงท้อง แก้ฝีเปื่อยพัง แก้บวม แก้ตัวพยาธิ แก้ตกโลหิต  เปลือก แก้ลงท้อง แก้ฝีเปื่อย แก้บวม แก้ตัวพยาธิ แก้ตกโลหิต   ใบ แก้ฟกบวม แก้พยาธิ แก้ฝีเปื่อยพัง แก้ท้องร่วง แก้ตกโลหิต (ห้ามโลหิตระดูสตรี) ขับลม ฝาดสมาน   ดอก แก้ลงท้อง แก้ฝีเปื่อยพัง แก้บวม แก้ตัวพยาธิ แก้ตกโลหิต  ผล แก้ฝีเปื่อยพัง แก้บวม แก้ตัวพยาธิ แก้ตกโลหิต เป็นยาบำรุงทำให้สดชื่น เจริญอาหาร บำบัดโรคท้องเสีย รักษาโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหาร รักษาโรคลักปิด-ลักเปิด   ยาง เจริญไฟธาตุ แก้ท้องเสีย สมานบาดแผล

ขมิ้นขาว

ขมิ้นขาว

ชื่อสมุนไพร : ขมิ้นขาว
ชื่อพื้นเมือง : ขมิ้นม่วง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma mangga Val.&.Zijp.
วงศ์ : ZINGIBERACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
  • ต้น เป็นไม้ล้มลุกมีเหง้าหรือลำต้นใต้ดิน ใบเหมือนกับขมิ้นแต่ลำต้นเตี้ยกว่าขมิ้น
  • ใบ ใบเดี่ยวรอบๆ ขอบใบด้านนอกจะมีสีขาวแต้มอยู่ทั่วไป
  • เหง้า เหง้าใต้ดินมีสีขาวมีกลิ่นหอม แต่มีกลิ่นและรสเผ็ดน้อยกว่าขิง
  • รส : ขมิ้นขาว รสเผ็ด

สรรพคุณทางยา : ขับลมในลำไส้ขมิ้นขาว สรรพคุณ ขมิ้นมีสารชนิดหนึ่งเรียกว่า curcumin ป้องกันมะเร็งได้ น้ำต้มขมิ้นมีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ใช้รักษาอาการนิ่วในถุงน้ำดี และโรคกระเพาะอาหารได้ ขมิ้นสดยังช่วยขับลม แก้ท้องอืดอีกด้วย

ขิง

ขิง

ชื่อท้องถิ่น ขิงบ้าน ขิงป่า ขิงแครง ขิงเขา ขิงดอกเดียว(ภาคกลาง) ขิงแดง ขิงแกลง(จันทบุรี) ขิงเผือก(เชียงใหม่)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ขิงเป็นพืชล้มลุกมีลำต้นใต้ดินซึ่งมีลักษณะคล้ายมือหรือที่เรียกว่า เหง้าเปลือกเหง้ามีสีเหลืองอ่อน แต่เนื้อภายในมีสีเหลืองอมเขียว ขิงจัดเป็นพืชตระกูลเดียวกันกับข่า ขมิ้น กระวาน เร่ว ขิงอ่อนมีสีขาวออกเหลือง มีรสเผ็ดและกลิ่นหอม ยิ่งแก่ยิ่งมีรสเผ็ดร้อน ลำต้นบนดินมีลักษณะเป็นกอสูงประมาณ 90 เซนติเมตร ถ้ากนใบเป็นกาบหุ้มซ้อนกัน ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับเรียงกันเป็นสองแถว มีรูปร่างคล้ายใบไผ่ ปลายใบเรียวแหลม ดอกมีสีขาวออกเป็นช่อบนยอดที่แยกออกมาจากลำต้นซึ่งไม่มีใบที่ก้านดอก ดอกมีลักษณะเป็นทรงพุ่มปลายดอกแหลม มีเกล็ดอยู่รอบๆดอกจะแซมออกมาตามเกล็ด ผลมีลักษณะกลมแข็ง
สรรพคุณ
ขิงมีฤทธิ์อุ่น ช่วยขับเหงื่อ ไล่ความเย็น ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยให้เจริญอาหาร และทำให้ร่างกายอบอุ่น ในทางยานิยมใช้ขิงแก่ เพราะขิงยิ่งแก่จะยิ่งเผ็ดร้อนและจะมีใยอาหารมาก
1. รักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนโดยนำขิงแก่สด ประมาณ 2-3 เหง้ามาทุบพอแตกต้มกับน้ำ
2. รักษาไข้หวัด โดยนำขิงแก่สด 7 กรัม และขิงแห้ง 2 กรัม ต้มกับน้ำตาลทรายแดง ดื่มเพื่อรักษาอาการ หรือใช้ขิงแก่ 2-3 เหง้า นำมาทุบให้ละเอียดต้มกับน้ำอาบเพื่อขับเหงื่อลดอาการไข้เนื่องจากหวัด
3. รักษาอาการไอ ขับเสมหะ โดยนำขิงสดมาคั้นน้ำให้ได้ประมาณครึ่งถ้าวย ผสมน้ำผึ้งประมาณ 1 ช้อนชา ต้มกับน้ำ 2 ถ้วย ดื่มวันละ 3 ครั้ง หรือใช้ขิงสดฝนกับมะนาวเติมเกลือเล็กน้อย ใช้กวาดคอหรือจิบบ่อยๆ
4. รักษาอาการปวดประจำเดือนในช่วงก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน โดยนำขิงแห้งประมาณ 30 กรัม ต้มกับน้ำ ดื่มบ่อยๆ
5. แก้อาการท้องเสีย ท้องร่วง โดยใช้ขิงแห้งบดชงกับน้ำอุ่น ดื่มวันละ 1 ครั้ง

โกฐทั้ง ๙

โกฐ ทั้ง ๙

โกฐทั้ง 9 ประกอบด้วย โกฐสอ โกฐเขมา โกฐหัวบัว โกฐเชียง โกฐจุฬาลัมพา โกฐกระดูก โกฐก้านพร้าว โกฐพุงปลา โกศชะภามังษี
โกฐสอ
สรรพคุณ : แก้ไข้ แก้หืด แก้เสมหะทำให้เกิดคันคอแล้วไอ บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น
โกฐหัวบัว
สรรพคุณ : แก้ลมอันเกิดจากอาการริดสีดวงภายในลำไส้ แก้ขับไล่กระจายกองลมทั้งปวงในกระเพาะ ทำให้ผายลมหรืออาการเรอออกมาทางปาก เจริญอาหารระงับอาการคลื่นเหียนในลำไส้ ฯ
โกฐเชียง
สรรพคุณ : แก้ไข้ แก้สะอึก แก้ไอ แก้เสียดแทงสองราวข้าง
โกฐก้านพร้าว
สรรพคุณ : แก้ไข้สะอึก แก้ไข้เรื้อรัง แก้หอบ แก้เสมหะเป็นพิษ
โกฐพุงปลา
สรรพคุณ : ใบ เป็นยาแก้โรคท้องเดิน ราก ใช้ปรุงเป็นยาฝาดสมานแก้ปวดเบ่ง แก้ท้องร้วง แก้โรคบิด แก้อาเจียน เสมหะพิการ เมื่อนำมาบดหรือเคี้ยวผสมกับพลูเป็นยาแก้ไอ ถ้าใช้ภายนอกเป็นยาสมานแผล
โกศจุฬาลัมพา
สรรพคุณ : ทั้งต้น รสสุขุมหอมร้อน แก้ไข้เจรียง แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้หืด แก้ไอ แก้ไข้จับ เป็นยาเร่งประสาทส่วนกลางเหมือนการบูร ขับลม
โกฐกระดูก
สรรพคุณ : แก้ลมในกองเสมหะ (ลมในตอนเช้า) บำรุงกระดูก
โกฐชะภามังษี
สรรพคุณ : รสสุขุมหอม กระจายหนอง ขับแม่พยาธิ แก้ไส้ด้วนไส้ลาม ขับโลหิตระดูเน่าเสีย
โกฐเขมา
สรรพคุณ : รสหอมสุขุม แก้โรคในปากคอ แก้เสียดแทงสองราวข้าง แก้หอบหืด แก้ลมในกองธาตุ

สมุลแว้ง

สมุลแว้ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Cinamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet
วงศ์ : Lauraceae

          สมุลแว้ง มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อด้วยกัน ได้แก่
ซางจิง (เชียงใหม่) บัวละแวง สมุนละแว้ง มหาจาง (เหนือ) ไผ่ลำต้น (อุดรธานี) ฮั้งไก้ เดิมนวลปี (เขมร) ลังไก่ ต้นแหวง (ใต้) เป็นพืชยืนต้น
สรรพคุณ: เปลือกต้น รสหอมร้อนปร่า แก้ลมแก้วิงเวียน ใจสั่น แก้พิษหวัด แก้กำเดา ขับลมในลำไส้ แก้ธาตุพิการ

          อีกทั้งยังเป็นส่วนประกอบในยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 111 ตอนพิเศษ 42 ลงวันที่ 3 ตุลาคม2537 ได้แก่
1. ตำรับยาหอมทิพโอสถ ซึ่งใช้แก้ลมวิงเวียน
2. ตำรับยาหอมนวโกฐ แก้ลมคลื่นเหียนอาเจียน
3.ตำรับยาวิสัมพยาใหญ่ แก้ท้องอืด จุกเสียด
4. ตำรับยาธาตุบรรจบ แก้ท้องเสีย
5. ตำรับยามันทธาตุ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

ชะลูด

ชะลูด

             ในทุกหน้าของการเดินป่าอีสานจะมีกลิ่นหอมเฉพาะของไม้เถาเล็กๆ ขนาดของเถาประมาณ ๑-๑.๕ ซ.ม. ลักษณะเด่นคือใบจะออกตามเปราะของเถา เปราะละ ๓ ใบ คนอีสานเรียกเจ้าไม้เถาหอมนี้ว่า "ตั้งตุ่น"
          ชื่อ ตั้งตุ่น ออกจะแปลกสำหรับคนภาคอื่น แต่ในบรรดาหมอยาอีสานจะเป็นที่รู้จักกันดี เพราะในใบลานเก่าๆ ของอีสานก็มีชื่อสมุนไพรต้นนี้อยู่ โดยจะมีการใช้เจ้าตั้งตุ่นเป็นยาสารพัด ที่เด่นๆ คือใช้ในการรักษากามโรค แก้ตกขาว เป็นยาขับลม แก้ไข้และเป็นยาบำรุง
          หมอยาอีสานจะใช้ทุกส่วนของสมุนไพรต้นนี้เป็นยา ตำรับยาที่ใช้ในการรักษากามโรคและตกขาว จะใช้ตั้งตุ่นและรากเอนอ้าขาว เอนอ้าแดงต้มกิน ส่วนในการใช้เป็นยาแก้ไข้ ยาขับลม หรือยาบำรุงจะใช้ตั้งตุ่นต้มกินอย่างเดียวหรือต้มรวมกับสมุนไพรอื่นก็ได้
          ไทยภาคกลางจะเรียกเจ้าต้นตั้งตุ่นของอีสานว่า "ชะลูดขาว" ในตำรายาไทยกล่าวว่ารากชะลูดขาวรสสุขุม บำรุงกำลัง แก้ใจสั่นหงุดหงิด แก้เสมหะและไข้พิษ ทั้งต้นมีรสหอมชุ่ม บำรุงกำลัง บำรุงตับปอด หัวใจให้ชุ่มชื่น ใบชะลูด มีรสสุขุม มีสรรพคุณแก้ไข้ กระจายโลหิตที่คั่งค้าง
          จะเห็นว่าการใช้ประโยชน์ชะลูดด้านยาของคนไทยภาคกลางกับภาคอีสาน มีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก นอกจากนั้น คนสมัยก่อนแทบทุกภาค จะมีการใช้เนื้อไม้ด้านในของชะลูดแต่งกลิ่นหอม โดยจะลอกเอากาบด้านมาผึ่งแดดให้แห้ง นำมาป่นให้ละเอียด ผสมกับเปลือกต้นโบง (มียางเหนียว) ที่ตากแห้งป่นให้ละเอียดแล้วเช่นกัน ใช้ทำธูปหอม
          สมัยก่อนทุกบ้านจะต้องใช้ธูปบูชาพระ ชะลูดจึงเป็นสิ่งจำเป็นทีเดียว เพราะแต่ก่อนเรายังไม่มี น้ำหอมใช้กัน นอกจากนั้น ยังมีการนำเอาเปลือกด้านในที่ตากแห้งแล้วของชะลูด ไปอบเสื้อผ้าให้มีกลิ่นหอม นำไปแต่งกลิ่นในบุหรี่
          ชะลูดจึงเป็นสมุนไพรที่ทุกคนรู้จักใช้กันทั่ว ไม่ใช่พืชที่แปลกใหม่อะไรเลย ในยุคนั้นถ้าใครไม่เคยใช้เจ้าตั้งตุ่นหรือชะลูดคงถูกมองดูแปลกๆ ว่าหลงมาจากไหน เพราะนอกจากจะมีมากในป่าด้านแถวอีสาน แล้ว ป่าพื้นราบแถวๆ เมืองจันทน์หรือแถวป่าตะวันออกก็มีดาษดื่น ในภาคใต้ก็มีเช่นกันแต่สายพันธุ์อาจแตกต่างกันบ้าง จึงมีการใช้ชะลูดในการเป็นแต่งกลิ่นหอมทั่วทุกภาค
          ปัจจุบันไม่ค่อยมีคนรู้จักชะลูดมากนัก เพราะเรามีน้ำหอมจากต่างประเทศราคาแพงมาจำหน่าย ชะลูดจึงหมดความสำคัญไปเหมือนๆ เพื่อนสมุนไพรตัวอื่นๆ ที่ถูกแทนที่โดยยาฝรั่ง
          ความจริงแล้วชะลูดเป็นสมุนไพรที่น่าสนใจมากต้นหนึ่ง ที่ควรนำมาพัฒนาให้เป็นยาและสมุนไพรเครื่องหอม เราสามารถที่จะนำชะลูดมาบดเป็นผงใส่ซองทำเป็นชาชงหรือทำเป็นยาต้มบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ตามสรรพคุณที่บรรพบุรุษเราใช้มา หรือทำในเชิงเป็นเครื่องหอมตามศาสตร์ของอโรมาเทอราปี (Aromaherapy) ที่ฝรั่งเขาฮิตกันนักหนา ด้วยเชื่อว่าของหอมๆ จะมีสรรพคุณในการกระตุ้นต่อมต่างๆ ของร่างกายให้ฟื้นฟูตัวเองขึ้นมา